โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

ผู้หญิงปวดท้องน้อย สื่อถึงโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

ปวดประจำเดือนรุนแรง...อาจไม่ใช่เรื่องปกติ

อาการปวดท้องน้อย เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือเจ็บขณะขับถ่าย อาจเป็นสัญญาณของ
“โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก และความเสี่ยงต่อโรคอื่นได้

คุณควรกังวลหรือไม่?

ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์ หากมีอาการเหล่านี้:

  • ปวดประจำเดือนรุนแรง หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ปวดท้องน้อยรุนแรง แม้ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • เจ็บขณะขับถ่าย
  • มีบุตรยาก หรือกำลังตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก
  • เคยมีหรือสงสัยว่ามีถุงน้ำรังไข่คล้ายช็อกโกแลต

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คืออะไร

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ Endometriosis คือโรคที่เนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตอยู่นอกมดลูก แทนที่จะอยู่ภายในโพรงมดลูกตามปกติ

เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้เกิดขึ้นผิดตำแหน่ง อาจก่อให้เกิดการอักเสบ การยึดเกาะ หรือความผิดปกติในบริเวณที่เกิดโรค ส่งผลให้เกิดอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยรุนแรง หรืออาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์และขับถ่ายได้

ในบางกรณี โรคนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีถุงน้ำรังไข่คล้ายช็อกโกแลต

อาการ

อาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไม่ได้เหมือนกันทุกคน ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับ ตำแหน่งของรอยโรค และความรุนแรงของโรค

ปวดประจำเดือน

ปวดเกร็งรุนแรง อาจร้าวไปที่หลังส่วนล่างและขา

ปวดท้องน้อยรุนแรง

ปวดท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานเรื้อรัง มักเป็นตลอดรอบเดือน

เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

เจ็บลึกๆ ระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์

เจ็บขณะขับถ่าย

รู้สึกไม่สบายขณะขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ โดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือน

ประจำเดือนมามากผิดปกติ

เปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง หรือมามากกว่า 7 วัน รู้สึกอ่อนเพลียในช่วงเป็นประจำเดือน

ข้อควรระวัง: หากอาการรุนแรงหรือแย่ลง ควรตรวจเพิ่มเติมกับแพทย์โดยเร็ว

ตำแหน่งที่พบ

ตำแหน่งที่พบบ่อย

  • รังไข่ (มักก่อให้เกิดถุงน้ำที่เรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์)
  • ช่องว่างระหว่างมดลูกและทวารหนัก (Pouch of Douglas)
  • ผิวด้านนอกของมดลูก

ตำแหน่งอื่นๆ ที่เป็นไปได้

ปากมดลูกช่องคลอดท่อนำไข่ลำไส้กระเพาะปัสสาวะ

การรักษา

การรักษาด้วยยา

การรักษาตามอาการ

เน้นการบรรเทาอาการปวด สามารถใช้ได้โดยไม่จำกัดอายุ และไม่ขึ้นอยู่กับแผนการตั้งครรภ์

ตัวอย่างยา: ยาบรรเทาปวด, ยาสมุนไพรจีน

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ช่วยลดอาการได้ แต่ ไม่สามารถหยุดการลุกลามของโรคได้

การรักษาด้วยฮอร์โมน

เป็นการรักษาที่มุ่งควบคุม “ตัวโรค” โดยใช้ยาที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน

เมื่อฮอร์โมนลดลง จะช่วยลดปริมาณประจำเดือน ลดอาการปวดประจำเดือน ลดการทำงานของรอยโรค, ควบคุมการลุกลามของโรค

การรักษาด้วยการผ่าตัด

ใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล ก้อนหรือถุงน้ำ อยู่ในตำแหน่งกระทบการใช้ชีวิต

รูปแบบการผ่าตัด

การผ่าตัดผ่านกล้อง

เป็นวิธีหลักในปัจจุบัน โดยกรีดแผลเล็ก ๆ 3 จุด สอดกล้องเข้าไปผ่าตัด ทำให้เจ็บน้อย พักฟื้นรวดเร็ว ใช้กับก้อนไม่ใหญ่มาก

การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

เป็นการกรีดเปิดช่องท้องเพื่อนำเนื้อเยื่อหรือเนื้องอกออกโดยตรง
แม้แผลจะใหญ่กว่า แต่ยังจำเป็นในบางกรณี

หากไม่ได้รับการรักษา

  • โรคอาจลุกลามและอาการปวดรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  • มีผลต่อภาวะมีบุตรยากหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในการตั้งครรภ์
  • มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการเป็นมะเร็งรังไข่

หมายเหตุ: ยาแก้ปวดเพียงแต่บรรเทาอาการ ไม่สามารถหยุดการลุกลามของโรคได้

การตั้งครรภ์ และ การกลับมาเป็นซ้ำ

ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้การตั้งครรภ์โดยธรรมชาติยากต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ อาการของโรคมักดีขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายไม่มีประจำเดือนต่อเนื่องนาน อย่างไรก็ตาม โรคสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ แม้หลังการรักษาหรือการผ่าตัด ดังนั้น หากมีแผนตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม

นัดหมายปรึกษาแพทย์

คำถามทั่วไป

Q: จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ?

โรคอาจค่อย ๆ ลุกลาม ทำให้ปวดท้องรุนแรงขึ้น แม้ในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก แม้ยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ไม่สามารถหยุดการลุกลามของโรคได้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้

Q: ยังสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ หากเป็นโรคนี้ ?

ยิ่งโรครุนแรง โอกาสตั้งครรภ์จะยิ่งลดลง โดยมีปัจจัยอย่างอายุและระยะเวลาที่มีภาวะมีบุตรยากร่วมด้วย หากต้องการตั้งครรภ์ ควรตรวจประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของโรค เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม หรือพิจารณาวิธีอื่น เช่น การผสมเทียม

Q: โรคนี้สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่ ?

สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีประจำเดือน อาการอาจกลับมาเมื่อหยุดการรักษาด้วยฮอร์โมน แม้ผ่าตัดแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมา 20–50% ภายใน 5 ปี และการผ่าตัดซ้ำอาจกระทบการทำงานของรังไข่ จึงมักใช้ฮอร์โมนต่อเนื่องเพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำ