ภาวะปวดประจำเดือน

ผู้หญิงใช้กระเป๋าน้ำร้อนสีแดงประคบท้อง สื่อถึงภาวะปวดประจำเดือน

ประจำเดือน…เรื่องธรรมชาติที่ไม่ควรต้องทนเจ็บจนใช้ชีวิตไม่ได้

ประจำเดือนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกายผู้หญิง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละรอบเดือน แต่หากมีอาการปวดมาก ปวดหลัง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หงุดหงิด หรืออาการรบกวนชีวิตประจำวัน อาจไม่ใช่แค่ “อาการปกติ” ที่ควรปล่อยผ่าน เพราะอาการปวดประจำเดือนบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคพื้นฐาน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (อะดีโนไมโอซิส) หรือเนื้องอกในมดลูก

คุณควรกังวลหรือไม่?

หากอาการปวดเกิดขึ้นเล็กน้อย และไม่กระทบต่อการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในช่วงมีประจำเดือน

ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์ หากมีอาการเหล่านี้:

  • ปวดท้องน้อยหรือปวดหลังมากจนใช้ชีวิตไม่ได้
  • มีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือท้องเสียร่วมด้วย
  • หงุดหงิด ซึมเศร้า หรืออารมณ์เปลี่ยนมากในช่วงมีประจำเดือน
  • อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีเลือดประจำเดือนมากผิดปกติ หรือมีลิ่มเลือดปน
  • ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อย หรืออาการไม่ดีขึ้น

รอบเดือนคืออะไร

รอบเดือน หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งหนึ่ง ไปจนถึงวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งถัดไป ในแต่ละรอบ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตกไข่และการตั้งครรภ์

หากไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกที่เตรียมไว้จะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน

กลไกการเกิดประจำเดือน

1. ระยะฟอลลิคูลาร์

ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมน FSH เพื่อกระตุ้นให้ฟอลลิเคิลในรังไข่เริ่มเจริญเติบโต โดยจะมีฟอลลิเคิลหนึ่งเจริญเด่นขึ้นมา และหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกเริ่มเจริญเติบโต เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์

2. ช่วงตกไข่

เมื่อฮอร์โมน LH เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะกระตุ้นให้ไข่ถูกปล่อยออกจากฟอลลิเคิลที่เจริญเต็มที่ กระบวนการนี้เรียกว่า “การตกไข่”

3. ระยะลูเตียล

หลังการตกไข่ รังไข่จะเปลี่ยนเป็นคอร์ปัสลูเทียม และหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมา ฮอร์โมนนี้ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้กักเก็บน้ำและสารอาหารเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ และยังทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นด้วย

4. ประจำเดือน

หากไม่มีการตั้งครรภ์ คอร์ปัสลูเทียมจะเสื่อมลง ระดับโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนลดลง เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเต็มที่จะหลุดลอกออกมา กลายเป็นประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนคืออะไร

อาการปวดประจำเดือน คือภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างมีประจำเดือน โดยไม่ได้หมายถึงแค่อาการปวดท้องน้อยเท่านั้น แต่อาจรวมถึงอาการอื่น ๆ เช่น ปวดหลัง ท้องอืด คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อ่อนแรง เบื่ออาหาร หงุดหงิด ท้องเสีย หรือซึมเศร้า อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันและมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนอาจปวดเพียงเล็กน้อย แต่บางคนอาจปวดมากจนกระทบต่อการเรียน การทำงาน หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ประเภทของอาการปวดประจำเดือน

1. อาการปวดประจำเดือนแบบไม่มีโรคพื้นฐาน หรือปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ

อาการประเภทนี้มักเริ่มเกิดขึ้นประมาณ 1–2 ปีหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรก เนื่องจากไม่ได้เกิดจากโรคพื้นฐาน จึงเรียกอีกอย่างว่า “อาการปวดประจำเดือนขั้นต้น” และคิดเป็นมากกว่า 40% ของผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือน

2. อาการปวดประจำเดือนจากโรคพื้นฐาน หรือปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ

อาการประเภทนี้เกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย มักพบหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกไปแล้วมากกว่า 5 ปี และอาจมีโรคหลายอย่างเกิดร่วมกันได้ ตัวอย่างโรคที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อะดีโนไมโอซิส และเนื้องอกในมดลูก

โรคที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดประจำเดือน

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตนอกมดลูก เช่น ในช่องท้องหรือรังไข่ เนื้อเยื่อนี้สามารถสลายตัวและมีเลือดออกในช่วงมีประจำเดือน แต่ไม่สามารถออกจากร่างกายได้เหมือนเยื่อบุโพรงมดลูกปกติ จึงสะสมในช่องท้องและทำให้เกิดการอักเสบหรืออาการปวดรุนแรง โดยข้อมูลระบุว่าผู้ป่วยโรคนี้มากกว่า 80% มีอาการปวดประจำเดือน

อะดีโนไมโอซิส

เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ผนังมดลูกหนาขึ้น และมดลูกอาจบวมโตขึ้น อาการที่พบได้คือปวดรุนแรง และเลือดออกมากจนเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง

เนื้องอกในมดลูก

เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อบางส่วนของผนังมดลูกเจริญผิดปกติจนเกิดเป็นก้อน ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อเนื้องอกโตขึ้น อาจมีลิ่มเลือดลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อตับปนมากับเลือดประจำเดือน

ทำไมถึงปวดประจำเดือน

1) Prostaglandin มากเกินไป

มดลูกจะหลั่งสาร Prostaglandin เพื่อช่วยให้มดลูกหดตัวและขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา หากสารนี้ถูกหลั่งมากเกินไป มดลูกจะบีบตัวแรง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกลดลง และทำให้เกิดอาการปวด

2) ปากมดลูกแคบ

ในผู้หญิงอายุน้อยหรือผู้ที่ยังไม่เคยคลอดบุตร ปากมดลูกอาจแคบและแข็ง ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกได้ไม่สะดวก จนอาจเกิดอาการปวดได้ นอกจากนี้ เลือดประจำเดือนอาจไหลย้อนกลับผ่านท่อนำไข่เข้าสู่ช่องเชิงกราน และ Prostaglandin ในเลือดประจำเดือนก็อาจทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน

3) ปัจจัยทางจิตใจ

ความคิด ความกังวล หรือความเครียดเกี่ยวกับประจำเดือน อาจมีผลต่ออาการปวดได้ เช่น ความรู้สึกว่า “ประจำเดือนต้องเจ็บ” หรือ “ประจำเดือนเป็นเรื่องน่ารำคาญ” รวมถึงความเครียดในชีวิตประจำวัน

4) การขาดการออกกำลังกายและความเย็น

การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีจากการขาดการออกกำลังกาย การอยู่ในห้องแอร์ หรือการสวมเสื้อผ้าบาง อาจทำให้ปวดได้ง่ายขึ้น

อาการนี้พบได้บ่อยแค่ไหน

จากการสำรวจออนไลน์ในผู้หญิง 20,000 คน อายุ 20–34 ปี พบว่า 8,148 คน หรือ 40.7% รายงานว่ามีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ หากเทียบกับประชากรหญิงอายุ 20–34 ปีในญี่ปุ่น จะเท่ากับประมาณ 4 ล้านคนที่มีอาการปวดประจำเดือน

แต่ในกลุ่มผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนทุกเดือนหรืออย่างน้อยหนึ่งครั้งทุก 2–3 เดือน และรู้สึกทุกข์ใจกับอาการดังกล่าว พบว่ามีเพียง 14% เท่านั้นที่กำลังไปพบแพทย์เพื่อรักษา และ 26% เคยไปพบแพทย์ในอดีตแต่ปัจจุบันไม่ได้รักษาต่อ

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ผู้หญิงจำนวนมากยังคงทนกับอาการปวดประจำเดือน ทั้งที่อาการบางอย่างอาจควรได้รับการดูแลจากแพทย์

นัดหมายปรึกษาแพทย์

การรักษาอาการปวดประจำเดือน

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ ยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวด และยาที่รักษาโรคหรือสาเหตุที่เกี่ยวข้อง หากโรคพื้นฐานมีความรุนแรงขึ้น การผ่าตัดอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าวิธีใดเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน

1) ยาบรรเทาอาการปวด

ยากลุ่มนี้ช่วยยับยั้งการสร้าง Prostaglandin ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดประจำเดือน จึงช่วยให้อาการปวดลดลงได้

2) ยาฮอร์โมน

ยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดฮอร์โมนรวมขนาดต่ำหรือสูตร LEP ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสตินและเอสโตรเจน ช่วยสร้างสภาวะคล้ายการตั้งครรภ์ ป้องกันการตกไข่ใหม่ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูก ส่งผลให้ประจำเดือนมาน้อยลงและอาการปวดประจำเดือนลดลง

อีกแนวทางหนึ่งคือการบำบัดภาวะวัยทองเทียม โดยยาฮอร์โมนแบบฉีดมีผลต่อต่อมใต้สมอง ซึ่งช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างมาก ทำให้เกิดสภาวะคล้ายวัยหมดประจำเดือน วิธีนี้ช่วยยับยั้งภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และเนื้องอกในมดลูก ซึ่งมักรุนแรงขึ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจน

3) การรักษาโรคพื้นฐาน

หากอาการปวดเกิดจากโรค เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อะดีโนไมโอซิส หรือเนื้องอกในมดลูก การรักษาควรมุ่งไปที่โรคที่เป็นสาเหตุ และหากโรครุนแรงขึ้น อาจพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสม

คำถามทั่วไป

Q: ปวดประจำเดือนเกี่ยวกับการตกไข่ไหม?

โดยทั่วไป อาการปวดประจำเดือนมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการในรอบเดือน รวมถึงการตกไข่ ข้อมูลระบุว่าอาการปวดมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยในรอบเดือนที่ไม่มีการตกไข่ ซึ่งสะท้อนว่าฮอร์โมนและกลไกของร่างกายในแต่ละรอบเดือนมีผลต่อความรุนแรงของอาการปวดได้

Q: ถ้าปวดประจำเดือนมาก อาจเป็นโรคอะไรได้บ้าง?

หากอาการปวดมีความรุนแรง หรือแย่ลงเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือน อาจเกี่ยวข้องกับโรคพื้นฐานบางอย่าง เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อะดีโนไมโอซิส หรือเนื้องอกในมดลูก โรคเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการปวดที่มากกว่าปกติ และบางครั้งอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เลือดออกมากผิดปกติ หรือปวดเรื้อรัง ดังนั้น หากมีข้อสงสัย ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

Q: ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่?

ควรพิจารณาไปพบแพทย์เมื่ออาการปวดเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ปวดจนไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ หรือมีอาการรุนแรงต่อเนื่อง รวมถึงกรณีที่อาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เลือดออกมากผิดปกติ คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลีย การพบแพทย์จะช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการดูแลที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ระยะแรก

อย่าทนกับอาการปวดประจำเดือน
เพียงเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ

หากอาการปวดเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้คุณเข้าใจสาเหตุ และได้รับการดูแลที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น